Menu

กะเพราแดง

ชื่อเครื่องยา

กะเพราแดง

ชื่ออื่นๆของเครื่องยา

ได้จาก

ใบ และยอด, ราก

ชื่อพืชที่ให้เครื่องยา

กะเพราแดง

ชื่ออื่น(ของพืชที่ให้เครื่องยา)

กอมก้อ กอมก้อดง (เชียงใหม่) กะเพรา กะเพราขน กะเพราขาว กะเพราแดง (ภาคกลาง) ห่อกวอซู ห่อตูปลู (กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน) อิ่มคิมหลำ (ฉาน แม่ฮ่องสอน) อีตู่ไทย (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)

ชื่อวิทยาศาสตร์

Ocimum tenuiflorum L.

ชื่อพ้อง

Geniosporum tenuiflorum (L.) Merr., Lumnitzera tenuiflora (L.) Spreng., Moschosma tenuiflorum (L.) Heynh., Ocimum anisodorum F.Muell., Ocimum caryophyllinum F.Muell., Ocimum hirsutum Benth., Ocimum inodorum Burm.f., Ocimum monachorum L.,,Ocimum sanctum L., Ocimum scutellarioides Willd. ex Benth., Ocimum subserratum B.Heyne ex Hook.f., Ocimum tomentosum Lam., Plectranthus monachorum

ชื่อวงศ์

Labiatae

ลักษณะภายนอกของเครื่องยา:
           ใบและลำต้นมีสีเขียวอมม่วงแดง ใบทั้งสองด้านมีขนมากโดยเฉพาะส่วนยอด เนื้อใบบาง ใบรูปร่างรีหรือรีขอบขนาน กว้าง 1-2.5 เซนติเมตร ยาว 2-4.5 เซนติเมตร ปลายใบและโคนใบอาจแหลมหรือมน ขอบใบค่อนข้างหยัก ใบและยอดรสเผ็ดร้อน มีกลิ่นหอม

 

 

เครื่องยาใบกะเพราแดง

 

เครื่องยารากกะเพราแดง

 

 

เครื่องยาใบ และรากกะเพราแดง

 

เครื่องยาใบกะเพราขาว

 

เครื่องยากะเพราขาว

 

กะเพราขาว

 

กะเพราแดง

 


ลักษณะทางกายภาพและเคมีที่ดี:
           ปริมาณน้ำไม่เกิน 14% v/w  ปริมาณเถ้าที่ไม่ละลายในกรด ไม่เกิน 2.0% w/w  ปริมาณเถ้าซัลเฟต ไม่เกิน 20.0% w/w ปริมาณสารสกัดเอทานอลไม่น้อยกว่า 5% w/w  ปริมาณสารสกัดด้วยน้ำ ไม่น้อยกว่า 20% w/w  ปริมาณสารสกัดด้วยคลอโรฟอร์ม ไม่น้อยกว่า 5% w/w ปริมาณน้ำมันระเหยง่าย ไม่น้อยกว่า 1% v/w 

สรรพคุณ:                                                                                                                                    

           ตำรายาไทย: ใช้ใบและยอดกะเพราะ ลดอาการท้องอืดเฟ้อ ขับลม แก้ปวดท้อง บำรุงธาตุ ขับผายลม แก้อาการจุกเสียดในท้อง ทำให้เรอ แก้ท้องร่วง แก้คลื่นไส้อาเจียน ขับเสมหะ ขับเหงื่อ ใช้ทาภายนอกแก้โรคผิวหนัง แก้อาการปวดท้องในเด็กทารก ใช้ใบสดตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำนำมาผสมกับน้ำยามหาหิงคุ์ แล้วใช้ทาบริเวณ รอบๆสะดือ และทาที่ฝ่าเท้าแก้อาการปวดท้องของเด็กได้ ใช้เป็นยาเพิ่มน้ำนมสตรีหลังคลอด ขับน้ำนม บรรเทาอาการไข้เรื้อรัง แก้ปวดฟัน
           ตำรายาไทยระบุว่า “กะเพราะทั้ง 2” (กะเพราะขาว-กะเพราแดง) ใช้ทั้ง 5 ส่วน มีรสเผ็ดร้อน เป็นยาบำรุงธาตุ แก้ปวดท้อง ขับผายลม แก้ท้องอืดเฟ้อ แต่ในทางยานิยมใช้กระเพราะแดงมากกว่ากระเพราะขาว เพราะมีฤทธิ์ทางยามากกว่า
           โบราณใช้น้ำคั้นใบกะเพรา กินเพื่อขับเหงื่อ แก้ไข้ ขับเสมหะ ขับลม แก้ปวดท้อง แก้ท้องเสีย ทาผิวหนังแก้กลากเกลื้อนและโรคผิวหนังอื่นๆ ใช้หยอดหู แก้อาการปวดหู ใบกะเพราะทำเป็นยาชง ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ และขับลมในเด็กอ่อน คนไทยสมัยก่อนนิยมกินแกงเลียงใบกะเพราหลังคลอดบุตร เพื่อขับลมและบำรุงธาตุให้เป็นปกติ
          บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศคณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ปรากฏการใช้ใบกะเพรา ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในกลุ่มอาการของระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ ตำรับ “ยาประสะมะแว้ง”  มีสรรพคุณใช้บรรเทาอาการ ไอ มีเสมหะ ทำให้ชุ่มคอ ขับเสมหะ ตำรับ "ยาเลือดงาม" มีส่วนประกอบของรากและใบกะเพราร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดประจำเดือน ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ แก้มุตกิด

          ยาพื้นบ้านของอินเดีย: ใช้น้ำคั้นจากใบกินขับเหงื่อ แก้ไข้ ขับเสมหะ ทาที่ผิวหนังแก้กลาก หยอดหูแก้ปวดหู ชงกินเป็นยาบำรุงธาตุ ขับลม ในชวาใช้ใบปรุงอาหาร รับประทานเพื่อขับน้ำนม

รูปแบบและขนาดวิธีใช้ยา:
           1. ลดอาการท้องอืดเฟ้อ ขับลม ปวดท้อง ใช้ใบสด  1  กำมือ  (น้ำหนักสดประมาณ  25 กรัม  หรือใบแห้ง  4  กรัม  ต้มให้เดือด เอาแต่น้ำดื่ม หรือจะใช้ใบกะเพราะแห้ง ชงกับน้ำดื่มเป็นยาขับลม ถ้าป่นเป็นผงให้ชงกับน้ำรับประทาน ในเด็กอ่อนใช้ใบสด ใส่เกลือเล็กน้อยบดให้ละเอียดผสมน้ำผึ้งหยอดให้เด็กอ่อนเพิ่งคลอด 2-3 หยด เป็นเวลา 2-3 วัน จะช่วยขับลมและถ่ายขี้เทา
           2. แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน (เกิดจากธาตุไม่ปกติ) ใช้ใบและยอดสด  1  กำมือ (ประมาณ 25 กรัม) ต้มเอาน้ำดื่ม

องค์ประกอบทางเคมี:                                                                                                                             
           ใบมีน้ำมันระเหยง่าย 1.7% ประกอบด้วย methyl eugenol (37.7%), caryophylllene, methyl chavicol, linalool , ocimol, pinene, camphor, camphene, sabinene, limonene, cineol, borneol, terpinolene, terpinene, cymene สารกลุ่มอื่นๆ ที่พบเช่น apigenin, luteolin

           การศึกษาองค์ประกอบทางเคมีเพื่อวิเคราะห์สารสำคัญของใบกะเพราขาว และกะเพราแดงโดยสกัดน้ำมันหอมระเหยด้วยวิธีกลั่นด้วยน้ำ (water distillation) แล้วนำไปวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีด้วยเครื่อง gas chromatography mass spectrometry (GC-MS) พบว่าองค์ประกอบหลักของน้ำมันหอมระเหยกะเพราขาว และกะเพราแดงคือ methyl eugenolพบร้อยละ 54.29 และ 51.21 ตามลำดับ รองลงมาคือสาร caryophyllene (จิราภรณ์และคณะ, 2558)



การศึกษาทางเภสัชวิทยา:

ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ลดอาการปวด

          การศึกษาฤทธิ์ลดการอักเสบของน้ำมันระเหยยากจากกะเพรา พบว่าสามารถลดการอักเสบได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อทดสอบด้วยวิธีใช้คาราจีแนนเหนี่ยวนำการอักเสบที่อุ้งเท้าหนู และมีนัยสำคัญในการยับยั้งอาการท้องเสีย ในการทดสอบโดยเหนี่ยวนำหนูแรทให้ท้องเสียด้วยน้ำมันละหุ่ง กลไกการลดการอักเสบ โดยการยับยั้งสารที่เกี่ยวข้องกับขบวนการอักเสบได้แก่ arachidonic metabolism,cyclooxygenase และ lypoxygenase โดยสารสกัดกะเพราขนาด 3.0 ml/kg สามารถลดการบวมของอุ้งเท้าหนูแรทที่ถูกตัดต่อม adrenal และหนูปกติ พบว่าสามารถลดการบวมได้ไม่แตกต่างกันที่ 66.66% และ 68.34% ตามลำดับ โดยใช้ phenylbutazone 100 mg/kg เป็นสารมาตรฐาน พบว่าสามารถลดการบวมได้ ไม่แตกต่างกันกับน้ำมันกะเพรา (สารมาตรฐานลดการบวมได้ 72.22% และ 69.34% ตามลำดับ) แสดงว่าฤทธิ์ลดการอักเสบไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานของต่อม adrenal ที่พิทูอิตารี (Singh, et al., 1996)

         การทดสอบฤทธิ์ลดอาการปวดของสารสกัดกะเพรา ที่สกัดด้วยตัวทำละลาย 2 ชนิด ได้แก่ เมทานอล และน้ำ เปรียบเทียบกับยามาตรฐาน sodium salicylate โดยสารสกัดกะเพราะสามารถลดการอักเสบได้ทั้งในระยะเฉียบพลัน และเรื้อรัง เมื่อใช้คาราจีแนนเหนี่ยวนำให้อุ้งเท้าหนูแรทบวม และใช้น้ำมันละหุ่งเหนี่ยวนำให้เกิด granuloma (เป็นการอักเสบเรื้อรัง ชนิดหนึ่ง บริเวณที่อักเสบพบเซลล์ชนิด epitheloid cells หรือ histiocytes และ macrophages ร่วมกับ fibroblastic tissue และ เซลล์อักเสบ lymphocytes เซลล์เหล่านี้ มักอยู่ รวมกัน เป็นกลุ่มก้อน เรียกว่า granuloma) ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดเมทานอล และน้ำ ของกะเพราะในขนาด ขนาด 500 mg/kg ออกฤทธิ์ได้เทียบเท่ากับยามาตรฐาน sodium salicylate ขนาด 300 mg/kg สารสกัดทั้งสองชนิดมีฤทธิ์ลดปวด เมื่อทดสอบในหนูเม้าส์ ด้วยวิธีทดสอบ hot-plate สารสกัดทั้งสองชนิดสามารถลดไข้ที่เกิดจากการฉีดวัคซีน typhoid-paratyphoid A/B ได้แต่มีฤทธิ์อ่อนกว่า sodium salicylate ขนาด 300 mg/kg และสารสกัดทั้งสองชนิดสามารถเพิ่มระยะเวลาก่อนที่จะเกิดอาการท้องเสียในหนูแรท ที่ถูกเหนี่ยวนำให้ท้องเสียด้วยน้ำมันละหุ่งได้ (Godhwani, et al., 1987)

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ

        ศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธีทางเคมีของสารสกัดกะเพราขาว และกะเพราแดง โดยวิธี FRAP (Ferric reducing ability of plasma), ABTS (2,2-azino-bis[3-ethylbenz-thiazoline-6-sulphonate]) และ DPPH (1,1-diphenyl-2-picrylhydrazyl) พบว่ากะเพราแดงมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงกว่ากะเพราขาว รายงานการทดสอบสารสกัดเมทานอลจากกะเพรา พบว่ามีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด ได้แก่อนุมูลซุปเปอร์ออกไซด์แอนไอออน อนุมูลไฮดรอกซิล อนุมูลเปอร์ออกไซด์ และจับกับโลหะเหล็ก (เนื่องจากเหล็กอิสระที่มีอยู่ทั่วร่างกายสามารถเหนี่ยวนำให้เกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะ oxidative stress ตามมา) ซึ่งส่วนใบมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงกว่ากิ่ง และช่อดอก การศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระโดยวิธี DPPH พบว่าสารสกัดเมทานอลของกะเพรามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง น้ำมันกะเพราแดงมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงกว่ากะเพราขาว ในน้ำมันหอมระเหยมีสาร eugenol เป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งเป็นสารที่มีสมบัติต้านอนุมูลอิสระ และยับยั้งปฏิกิริยาลิพิดเปอร์ออกซิเดชัน (การเกิดออกซิเดชันของไขมัน) พบสารฟลาโวนอยด์ 2 ชนิด ได้แก่ orientin และ vicenin ในใบกะเพรา ซึ่งสามารถยับยั้งปฏิกิริยาลิพิดเปอร์ออกซิเดชันในตับหนูด้วยความเข้มข้นต่ำประมาณ 10-500 ไมโครโมลาร์ โดยยับยั้งการเกิดอนุมูลไฮดรอกซิลที่เกิดจากปฏิกิริยาเฟนตัน มีรายงานสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นสารฟีนอลิกในใบกะเพรา 6 ชนิด ได้แก่ cirsilineol, cirsimaritin, isothymusin, isothymonin, apigenin และ rosmarinic acid และพบว่าสารเหล่านี้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ สารบริสุทธิ์ urolic acid จากกะเพรา พบว่ามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงถึง 60% และสามารถลดปฏิกิริยาลิพิดเปอร์ออกซิเดชันในตับ และไมโครโซมของหัวใจสัตว์ทดลอง ที่ได้รับยา Adriamycinจากองค์ประกอบทางเคมีที่พบในกะเพรา พบสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เช่น วิตามินซี เบต้าแคโรทีน สารฟลาโวนอยด์ และสารฟีนอลิกหลายชนิด (สุกัญญา, 2555)

       การทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในหลอดทดลอง และทำการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของนํ้ามันหอมระเหย จากใบกะเพรา ด้วยเทคนิค Gas Chromatography/Mass spectroscopy (GC/MS) ผลการทดสอบพบว่าองค์ประกอบหลักในนํ้ามันหอมระเหยจากใบกะเพรา ได้แก่ methyl eugenol 43.44%, caryophyllene 22.30%, eugenol 13.89 % เมื่อนำมาทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในหลอดทดลองด้วยวิธีทางเคมี คือ DPPH (1,1-diphenyl-2-picrylhydrazyl) radical scavenging assay พบว่าน้ำมันหอมระเหยจากใบกะเพราในขนาดความเข้มข้น 10 µl/ml สามารถกำจัดอนุมูลอิสระได้ร้อยละ 90.84±1.79 โดยออกฤทธิ์ได้ดีกว่าสารมาตรฐานทั้งสองชนิด ค่าความเข้มข้นที่ยับยั้งได้ร้อยละ 50 (IC50) ของน้ำมันหอมระเหย, สารมาตรฐาน BHT และวิตามินอีอะซิเตต เท่ากับ 0.037±0.003, 0.076±0.012 และ 42.500±7.280 mg/ml ตามลำดับ ผลการทดสอบฤทธิ์ยับยั้งการเกิดลิปิดเปอร์ออกซิเดชันด้วยวิธี thiobarbituric acid reactive substances (TBARs) พบว่าน้ำมันหอมระเหยจากใบกะเพรา ในขนาดความเข้มข้น 0.95 µl/ml สามารถยับยั้งการเกิดลิปิดเปอร์ออกซิเดชันได้ร้อยละ 68.10±6.79 โดยออกฤทธิ์ได้ดีกว่าสารมาตรฐานวิตามินอีอะซิเตต ค่า IC50 ของน้ำมันหอมระเหย, สารมาตรฐาน BHT และวิตามินอีอะซิเตต เท่ากับ 0.073±0.003, 0.005±0.001 และ 18.153±1.471 mg/ml ตามลำดับ โดยสรุปน้ำมันหอมระเหยจากใบกะเพราะมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ DPPH และยับยั้งการเกิดลิปิดเปอร์ออกซิเดชัน สูงกว่าสารมาตรฐานวิตามินอีอะซิเตต ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) (ประภัสสร และวัชรี, 2554)

ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้ฟันผุ

       การศึกษาฤทธิ์การต้านเชื้อแบคทีเรียของน้ำมันหอมระเหยจากกะเพรา ต่อเชื้อแบคทีเรียสเตร็ปโตคอคคัสมิวแทนส์ เอทีซีซี 25175 และสเตร็ปโตคอคคัส มิวแทนส์ เคพีเอสเคทู ซึ่งเป็นเชื้อที่ทำให้ฟันผุโดยใช้น้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากใบของกะเพราโดยการกลั่นด้วยไอน้ำ ทดสอบฤทธิ์ต้านเชื้อด้วยวิธีอาการ์ดิสค์ดิฟฟิวชัน และไมโครบรอธไดลูชั่น ผลการศึกษาพบว่าน้ำมันหอมระเหยกระเพรา มีฤทธิ์ในการต้านเชื้อแบคทีเรีย วัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของวงใสในการยับยั้งเชื้อได้ตั้งแต่ 7–25.95 มิลลิเมตร และฤทธิ์การต้านเชื้อแบคทีเรียสเตร็ปโตคอคคัสมิวแทนส์ เคพีเอสเคทู ของน้ำมันหอมระเหยกะเพรามีศักยภาพสูงกว่าการต้านเชื้อสเตร็ปโตคอคคัสมิวแทนส์ เอทีซีซี 25175 โดยมีค่าความเข้มข้นต่ำสุด (MIC) ของน้ำมันหอมระเหยที่สามารถยับยั้งเชื้อสเตร็ปโตคอคคัสมิวแทนส์ สายพันธุ์เอทีซีซี 25175 และสเตร็ปโตคอคคัสมิวแทนส์ สายพันธุ์เคพีเอสเคทู เท่ากับ 0.188 และ 0.047 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร ตามลำดับ ส่วนค่าความเข้มข้นต่ำสุดของน้ำมันหอมระเหยใบกะเพราที่สามารถฆ่าเชื้อ (MBC) สเตร็ปโตคอคคัสมิวแทนส์ สายพันธุ์เอทีซีซี 25175 และสเตร็ปโตคอคคัสมิวแทนส์ สายพันธุ์เคพีเอสเคทู เท่ากับ 0.377 และ 0.095 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร ผลการศึกษานี้อาจเป็นแนวทางในการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อการนำน้ำมันหอมระเหยกะเพรา ไปพัฒนาใช้ประโยชน์ในการป้องกันหรือรักษาโรคฟันผุต่อไป (รัตติพร และคณะ, 2558)

ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อเชื้อแบคทีเรียที่ก่อโรคในช่องปาก

      การศึกษาฤทธิ์ยับยั้งเชื้อเชื้อแบคทีเรียที่ก่อโรคในช่องปากในหลอดทดลอง ของน้ำมันหอมระเหย จากกะเพราขาว และกะเพราแดง ต่อเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus mutans, Streptococcus pyogenes, Staphylococcus aureus และเชื้อรา Candida albicans ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคฟันผุ, โรคเหงือกอักเสบ, เกิดหนอง, โรคคออักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อ และโรคติดเชื้อราในช่องปาก เป็นต้น ทดสอบฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อราด้วยวิธี agar disc diffusion และทดสอบหาค่าความเข้มข้นต่ำที่สุดที่สามารถยับยั้งและฆ่าเชื้อจุลชีพ (MIC และ MBC ตามลำดับ) และค่าความเข้มข้นต่ำที่สุดที่ฆ่าเชื้อรา (MFC) ด้วยวิธี Broth dilution method จากการศึกษาพบว่า กะเพราขาว มีค่า MIC และ MFC ต่อเชื้อ C. albicans  ดีที่สุด ที่ขนาดความเข้มข้น 1.56 mg/mL ส่วนกะเพราแดง มีค่า MIC และ MBC ต่อเชื้อ S. pyogenes ดีที่สุด ที่ขนาดความเข้มข้น 0.78 mg/mL  สรุปผลการศึกษาได้ว่า น้ำมันหอมระเหยจากกะเพราขาว และกะเพราแดง สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคในช่องปาก ได้แก่ เชื้อ S. pyogenes และเชื้อรา C. albicans ได้ดีที่สุด และมีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อ S. mutans ในระดับปานกลาง และยับยั้งเชื้อ S. aureus ได้น้อยที่สุด (จิราภรณ์ และคณะ, 2558)

ฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ CYP2D6

      ศึกษาฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ CYP2D6 ของสารสกัดน้ำจากใบกะเพรา  CYP2D6 เป็นเอนไซม์ที่พบในตับ ทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงยาหลายชนิดเมื่อเข้าสู่ร่างกาย (การยับยั้งการทำงานของ CYP2D6 จะทำให้ระดับยาในเลือดสูงกว่าปกติ และอาจทำให้เกิดพิษจากยาได้ แต่ถ้ามีการกระตุ้นการทำงานของ CYP2D6 ให้สูงกว่าปกติจะทำให้ระดับยาในเลือดต่ำ จนไม่ถึงขนาดที่ใช้รักษาโรคได้) ทำการทดสอบในหลอดทดลอง ในการเกิดปฏิกิริยาทางชีวเคมีจากการเปลี่ยนยา dextromethorphan ไปเป็น dexthorphan ซึ่งอาศัยเอนไซม์ CYP2D6 ที่มีอยู่ในไมโครโชมที่เตรียมจากตับหนู ทำการทดลองทั้งในสภาวะที่เติม และไม่เติมส่วนสกัดน้ำของพืช และวิเคราะห์หาปริมาณ dexthorphan ที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาโดยเทคนิค High Performance Liquid Chromatography (HPLC) ผลการศึกษาพบว่าส่วนสกัดน้ำของใบกะเพรา มีปริมาณ dexthorphan ที่เกิดจากปฏิกิริยา เท่ากับ 5.06 (±0.82) x10-3 mM คิดเป็นร้อยละ 45.75 และมีผลยับยั้งการทำงานของ CYP2D6  คิดเป็นร้อยละ 54.25 ซึ่งถือว่ายับยั้งได้ในระดับปานกลาง ดังนั้นการใช้สารสกัดน้ำจากใบกะเพราะร่วมกับยาที่มีเมตาบอลิซึมผ่าน CYP2D6 อาจทำให้ระดับยาในเลือดสูงขึ้นได้  (Sethabouppha, et al., 2015)

 

 

การศึกษาทางคลินิก:
           ไม่มีข้อมูล


การศึกษาทางพิษวิทยา:
           การทดสอบพิษเฉียบพลันของสารสกัดใบด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คิดเป็น 35,714 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ (กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, 2546)

           การศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลัน และพิษกึ่งเฉียบพลัน ของสารสกัด 50% เอทานอลของใบกะเพรา โดยการศึกษาพิษเฉียบพลัน ให้หนูได้รับสารสกัดกะเพราขนาด 200, 600 และ 2000 mg/kg เพียงครั้งเดียว แล้วประเมินพฤติกรรม ปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์ และอัตราการตาย ดูผลเป็นเวลานาน 14 วัน  การศึกษาพิษกึ่งเฉียบพลัน หนูได้รับสารสกัดกะเพราขนาด 200, 400 และ 800 mg/kg เป็นเวลา 28 วัน ประเมินค่าชีวเคมีของเลือด เนื้อเยื่อของตับ ไต ม้าม หัวใจ และระบบสืบพันธุ์ ผลการศึกษาที่ได้ พบว่าไม่เกิดพิษใดๆ  (Gautamn and Goel, 2014)

           การศึกษาความเป็นพิษเรื้อรัง (chronic toxicity) ทำการทดลองในหนูแรทสายพันธุ์วิสตาร์ ให้สารสกัดน้ำจากใบกะเพราขนาด 100, 500 และ 1000 mg/kg เพียงครั้งเดียว และติดตามผลต่ออีก 30 วัน  บันทึกผลด้วยการวัดน้ำหนักตัวที่เปลี่ยนไป  วัดระดับของ Protein, Urea, Creatinine, Uric acid, Lactate Dehydrogenase [LDH] วัดระดับเอนไซม์ตับ ได้แก่ Aspartate Transaminase [AST], Alanine Transaminase [ALT] ซึ่งพบว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง ยังคงอยู่ในระดับปกติ (Uma, et al., 2013)

 

เอกสารอ้างอิง:

1. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. 2546. ประมวลผลงานวิจัยด้านพิษวิทยา ของสถาบันวิจัยสมุนไพร เล่ม 1.โรงพิมพ์การศาสนา:กรุงเทพมหานคร.

2. จิราภรณ์ โสดาจันทร์, บันลือ สังข์ทอง, สกุลรัตน์ รัตนาเกียรติ์. องค์ประกอบหลักทางเคมี และฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อจุลชีพก่อโรคในช่องปากของน้ำมันหอมระเหยจากพืชสกุล Ocimum spp. วารสารเภสัชศาสตร์อีสาน. 2558;11(ฉบับพิเศษ):304-310.

3. ประภัสสร วีระพันธ์, วัชรี คุณกิตติ. คุณสมบัติการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระของน้ำมันหอมระเหยในหลอดทดลอง. วารสารเภสัชศาสตร์อีสาน. 2554;7(3):30-38.

4. รัตติพร กายเพชร, ธนิยา หมวดเชียงคะ, ไพรินทร์ ต้นพุฒ.ฤทธิ์การต้านเชื้อสเตร็ปโตคอคคัสมิวแทนส์ของน้ำมันหอมระเหยกะเพรา. วิทยาสารทันตแพทยศาสตร์มหิดล. 2558;35(3):311-319.

5. สุกัญญา เขียวสะอาด.กะเพรากับการต้านอนุมูลอิสระ. วารสารวิทยาศาสตร์ลาดกระบัง. 2555;21(2):54-65.

6. Gautamn MK, Goel RK. Toxicological Study of Ocimum sanctum L. Leaves:Hematological, Biochemical, and Histopathological Studies. Journal of Toxicology. 2014;2014:1-9.

7. Godhwani S, Godhwanim JL, Vyas DS. Ocimum sanctum: An experimental study evaluating its anti-inflammatory, analgesic and antipyretic activity in animals. J Ethnopharmacology.1987;21(2):153-163.

8. Sethabouppha B, Chanluang S, Lam LH, Suwannakul S. Screening of Thai plants for Inhibition of CYP2D6 enzyme activity. Journal of Science and Technology, Ubon Ratchathani University. 2015;17(3): 28-32.

9. Singh S, Majumdar DK, Rehan HMS. Evaluation of anti-inflammatory potential of fixed oil of Ocimum sanctum (Holybasil) and its possible mechanism of action. J Ethnopharmacology .1996; 54 :19-26.

10. Uma M, Suresh M, Thulasiraman K, Lakshmidevi E, Kalaiselvia P. Chronic toxicity studies of aqueous leaf extract of Indian traditional medicinal plant Ocimum tenuiflorum (L.) in rats. European Journal of Experimental Biology. 2013; 3(5):240-247.

 

ข้อมูลตำรับยาประสะมะแว้ง : www.thai-remedy.com

ข้อมูลตำรับยาเลือดงาม      www.thai-remedy.com



ข้อมูลอ้างอิงจาก : ฐานข้อมูลเครื่องยาสมุนไพร คณะเภชัยศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

บทความสมุนไพร

บทความสมุนไพรที่มีข้อมูลเกี่ยวข้องกับ กะเพราแดง

...

Other Related กะเพราแดง

ข้อมูล กะเพราแดง จากสารานุกรมวิกิพีเดีย


กะเพรา การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์ โดเมน: ยูแคริโอตา อาณาจักร: พืช เคลด: พืชมีท่อลำเลียง เคลด: พืชดอก เคลด: พืชใบเลี้ยงคู่แท้ เคลด: แอสเทอริด อันดับ: กะเพรา วงศ์: วงศ์กะเพรา สกุล: สกุลกะเพรา-โหระพา L. สปีชีส์: Ocimum tenuiflorum ชื่อทวินาม Ocimum tenuiflorum L. ชื่อพ้อง[1] Geniosporum tenuiflorum (L.) Merr. Lumnitzera tenuiflora (L.) Spreng. Moschosma tenuiflorum (L.) Heynh. Ocimum anisodorum F.Muell. Ocimum caryophyllinum F.Muell. Ocimum hirsutum Benth. Ocimum inodorum Burm.f. Ocimum monachorum L. Ocimum sanctum L. Ocimum scutellarioides Willd. ex Benth. Ocimum subserratum B.Heyne ex Hook.f. Ocimum tomentosum Lam. Ocimum villosum Roxb. nom. illeg. Plectranthus monachorum (L.) Spreng. กะเพรา (ชื่อวิทยาศาสตร์: Ocimum tenuiflorum) และมีชื่อสามัญว่า Holy basil, Sacred basil อยู่ในวงศ์ Lamiaceae เป็นไม้ล้มลุก แตกกิ่งก้านสาขา สูง 60-120 เซนติเมตร นิยมนำใบมาประกอบอาหารคือ ผัดกะเพรา กะเพรามี 3 พันธุ์ คือ กะเพราแดง กะเพราขาว และ กะเพราลูกผสมระหว่างกะเพราแดงและกะเพราขาว[2] ชื่อสามัญ [ แก้ ] กะเพรามีชื่อสามัญอื่นอีกคือ[3] เชียงใหม่ - กอมก้อ, กอมก้อดง แม่ฮ่องสอน - ห่อกวอซู, ห่อตูปลู, อิ่มคิมหลำ กะเหรี่ยง - ห่อกวอซู, ห่อตูปลู เงี้ยว - อิ่มคิมหลำ ภาคกลาง - กะเพราขน, กะเพราขาว, กะเพราแดง (กลาง) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ - อีตู่ข้า ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ [ แก้ ] เป็นไม้พุ่มเตี้ยความสูงประมาณ 0.3-1 เมตร ต้นค่อนข้างแข็ง แตกกิ่งก้านสาขามาก ก้านเป็นขน ก้านใบยาว รูปใบเรียว โคนใบรูดในลักษณะเรียวปลายมนรอบขอบใบเป็นหยัก พื้นใบด้านหน้าสีเขียว หรือแดงแก่กว่าด้านหลัง ซึ่งมีกระดูกใบนูนเห็นได้ชัด ดอกออกเป็นช่อตั้งขึ้นคล้ายฉัตร ออกบริเวณปลายยอดและปลายกิ่ง ดอกย่อยมีขนาดเล็ก รูปคล้ายระฆัง กลีบดอกมีทั้งชนิดสีขาวลายม่วงแดงและสีขาว เมล็ดอยู่ภายในกลีบ กลีบเลี้ยงสีม่วง ผลแห้งแล้วแตกออก เมื่อเมล็ดแก่สีดำ เมื่อนำไปแช่น้ำเปลือกหุ้มเมล็ดพองออกเป็นเมือก การนำไปใช้ [ แก้ ] สำหรับการนำเอากะเพราไปปรุงอาหารนั้น ส่วนมากมักจะนิยมนำไปปรุงในอาหารไทยหลากหลายเมนูซึ่งจะต้องเลือกเฉพาะส่วนใบเท่านั้น สำหรับความแตกต่างระหว่างกะเพราขาวและกะเพราแดงนั้นจะเป็นเรื่องของกลิ่นที่มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดว่ากะเพราแดงจะมีกลิ่นฉุนแรงกว่า เวลาประกอบอาหารแล้วจะหอมแรงกว่า ขึ้นอยู่ที่ความชอบของผู้ทำว่าชอบใช้ใบกะเพราแบบไหน สรรพคุณ [ แก้ ] ใบ บำรุงธาตุไฟธาตุ ขับลมแก้ปวดท้องอุจจาระ แก้ลมตานซาง แก้จุกเสียด แก้คลื่นเหียนอาเจียน แก้โรคบิด และขับลม เมล็ด เมื่อนำไปแช่น้ำเมล็ดจะพองตัวเป็นเมือกขาว ใช้พอกบริเวณตา เมื่อตามีผง หรือฝุ่นละอองเข้า ผงหรือฝุ่นละอองนั้นก็จะออกมา ซึ่งจะไม่ทำให้ตาเรานั้นช้ำอีกด้วย ราก ใช้รากที่แห้งแล้ว ชงหรือต้มกับน้ำร้อนดื่ม แก้โรคธาตุพิการ[4] น้ำสกัดทั้งต้นมีฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ สามารถรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ในใบมีฤทธิ์ขับน้ำดี ช่วยย่อยไขมันและลดอาการจุกอก[5] ใบและกิ่งสดเมื่อนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหยโดยการต้มกลั่น (hydrodistillation) ได้น้ำมันหอมระเหยร้อยละ 0.08-0.10 ซึ่งมีราคา 10,000 บาทต่อกิโลกรัม[6] แก้ลม ขับลม จุกเสียดในท้อง เป็นยาตั้งธาตุ แก้ปวดท้อง ท้องขึ้น ใช้รักษาโรคของเด็ก คือเอาใบกะเพรามาตำละลายกับน้ำผึ้ง หยอดให้เด็กแรกเกิดกินเรียกว่าถ่ายขี้เถ้า หรือตำแล้วบีบเอาน้ำผสมกับมหาหิงค์ ทารอบสะดือ แก้ปวดท้องของเด็ก ปรุงเป็นยาผงส่วนมากจะใช้เฉพาะใบ รากแห้งชงกับน้ำร้อนดื่มแก้ธาตุพิการได้ดี เป็นยากันยุง และใบกับดอกผสมปรุงอาหาร[7] เป็นยาขับลมแก้ปวดท้อง ท้องเสีย และคลื่นไส้อาเจียน โดยใช้ยอดสด 1 กำมือ ต้มพอเดือด ดื่มเฉพาะส่วนน้ำ พบว่าฤทธิ์ขับลม เกิดจากน้ำมันหอมระเหย และสาร Eugenol มีฤทธิ์ขับน้ำดี ช่วยย่อยไขมันและลดอาการจุกเสียด[8] อ้างอิง [ แก้ ] ↑ "The Plant List: A Working List of All Plant Species". สืบค้นเมื่อ 13 January 2015 . ↑ กะเพรา,กะเพราขาว,กะเพราแดง,กะเพราสรรพคุณ,การปลูกกะเพรา[ลิงก์เสีย] ↑ ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย เก็บถาวร 1 พฤษภาคม 2010 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน เต็ม สมิตินันทน์ สำนักงานหอพรรณไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พ.ศ. 2549 ↑ "สำเนาที่เก็บถาวร". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 สิงหาคม 2009. สืบค้นเมื่อ 11 พฤศจิกายน 2007 . ↑ http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?ColumnId=69778&NewsType=2&Template=1 ↑ "สำเนาที่เก็บถาวร". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 18 มีนาคม 2017. สืบค้นเมื่อ 2 กันยายน 2010 . ↑ "กะเพราแดง". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 มีนาคม 2016. สืบค้นเมื่อ 20 ธันวาคม 2015 . ↑ พินิจ จันทร (16 กุมภาพันธ์ 2022). "สมุนไพรพิกัดไทย (2)". เดอะไทยเพรส. แหล่งข้อมูลอื่น [ แก้ ] วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ Ocimum tenuiflorum ดคกสมุนไพรและเครื่องเทศสมุนไพร แอนเจลิกา กะเพรา โหระพา ใบกระวาน แกง (กระวานอินเดีย) โบลโด Borage เชอร์วิล กุยช่าย กุยช่ายฝรั่ง ซิเซอลี ผักชี Coriander, Bolivian ผักแพว ผักชีฝรั่ง เทียนแดง หอมแขก (ใบกะหรี่) ผักชีลาว เอปาโซเต กัญชง โอฆาซานตา คาวทอง หุสบ Jimbu ผักเลือนขน ลาเวนเดอร์ สะระแหน่ ตะไคร้ Lemon myrtle Lemon verbena ผักแขยง โกฐเชียง มาร์เจอรัม มินต์ มักเวิร์ต มิตสึบะ ออริกาโน พาร์สลีย์ งาขี้ม่อน โรสแมรี อีหรุด เซจ เซเวอรี ซันโช (ใบ) ชิโซะ ซอเริล Tarragon ไทม์ วุดรัฟ ตังกุย เครื่องเทศ อาโอโนริ เทียนเยาวพาณี ออลสไปซ์ อัมจูร เทียนสัตตบุษย์ โป๊ยกั้ก มหาหิงคุ์ การบูร เทียนตากบ กระวาน/กระวานเทศ กระวานไทย อบเชยจีน ขึ้นฉ่าย มะม่วงหัวแมงวัน เฉินผี อบเชย กานพลู ผักชี พริกหาง ยี่หร่า เทียนดำ Bunium persicum ผักชีลาว ยี่หร่าฝรั่ง ลูกซัด กระชาย ข่า ข่าตาแดง กระเทียม ขิง เปราะหอม โกลแพร์ Grains of Paradise Grains of Selim ฮอร์สแรดิช Juniper berry โกกัม Korarima มะนาวแห้ง ชะเอมเทศ ตะไคร้ต้น จันทน์เทศ ขมิ้นขาวป่า แมสติก Mahlab มัสตาร์ด มัสตาร์ดดำ มัสตาร์ดน้ำตาล มัสตาร์ดขาว เทียนดำ Njangsa Pepper, alligator Pepper, Brazilian พริก พริกเคเยน Paprika ตาบัสโก ฆาลาเปญโญ ชิโปตเล ดีปลี Pepper, Peruvian Pepper, East Asian พริกเสฉวน ซันโช (ผล) Pepper, Tasmanian พริกไทย ทับทิม เมล็ดฝิ่น ผักชีไร่ กุหลาบมอญ หญ้าฝรั่น เกลือ ซาร์ซาปาริยา Sassafras งา Shiso (seeds, berries) Sumac มะขาม ถั่วตองกา ขมิ้น Uzazi วานิลลา Voatsiperifery วาซาบิ ยูซุ ขมิ้นอ้อย Zereshk Zest การแยกแยะหน่วยอนุกรมวิธาน Wikidata: Q960124 Wikispecies: Ocimum tenuiflorum APDB: 117415 EoL: 480298 EPPO: OCISA FloraBase: 13969 GBIF: 2927100 GRIN: 25491 iNaturalist: 181060 IPNI: 453130-1 IRMNG: 11242973 ITIS: 507863 NCBI: 204149 PalDat: Ocimum_tenuiflorum PfaF: tenuiflorum Ocimum tenuiflorum Plant List: kew-137105 PLANTS: OCTE2 Plazi: 301FDC53-346A-B15C-61D2-D8551D5C289A POWO: urn:lsid:ipni.org:names:453130-1 Tropicos: 50088952 uBio: 478578 WCSP: 137105 ZooBank: 30DE3385-D5D5-4352-91C8-C8DFF760F9BF เข้าถึงจาก "https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=กะเพรา&oldid=11411008"
.

สมุนไพรอื่นๆ

173

ข่า
ข่า ชื่อเครื่องยาข่า ชื่ออื่นๆของเครื่องยา ได้จากเหง้า ชื่อพืชที่ให้เครื่องยาข่า ชื่ออื่น(ของพืชที่ให้เครื่องยา)กฎุกโรหินี ข่าตาแดง (กลาง); ข่าหยวก ข่าใหญ่ ข่าหลวง (เหนือ) ชื่อวิทยาศาสตร์Alpinia galanga (L.) Willd. ชื่อพ้องAlpinia alba (Retz.) Roscoe, Alpinia bifida Warb., Alpinia carnea Griff., Alpinia pyramidata Blume, Alpinia rheedei Wight, Alpinia viridiflora Griff., Amomum galanga (L.) Lour. , Amomum medium Lour., Galanga officinalis Salisb., Hellenia alba (Ret...

29

โกฐชฎามังสี
โกฐชฎามังสี ชื่อเครื่องยาโกฐชฎามังสี ชื่ออื่นๆของเครื่องยาโกฐจุฬารส ได้จากราก และเหง้าแห้ง ชื่อพืชที่ให้เครื่องยาโกฐชฎามังสี (spikenard) ชื่ออื่น(ของพืชที่ให้เครื่องยา) ชื่อวิทยาศาสตร์Nardostachys grandiflora DC. ชื่อพ้องNardostachys jatamansi (D.Don) DC., Patrinia jatamansi D.Don, Nardostachys chinensis ชื่อวงศ์Caprifoliaceae ลักษณะภายนอกของเครื่องยา:               เหง้าเป็นไม้เนื...

40

คนทีสอ
คนทีสอ ชื่อเครื่องยาคนทีสอ ชื่ออื่นๆของเครื่องยา ได้จากเมล็ด ชื่อพืชที่ให้เครื่องยา ชื่ออื่น(ของพืชที่ให้เครื่องยา)คนทีสอขาว(ชลบุรี);โคนดินสอ (ภาคกลาง จันทบุรี) ดินสอ (ภาคกลาง) สีสอ (ประจวบคีรีขันธ์) มูดเพิ่ง (ตาก)ผีเสื้อน้อย (เหนือ) สีเสื้อน้อย ดอกสมุทร (เชียงใหม่) ผีเสื้อ (เลย) ทีสอ เทียนขาว (เพชรบุรี) คุนตีสอ (สตูล) ชื่อวิทยาศาสตร์Vitex trifolia Linn. ชื่อพ้อง ชื่อวงศ์Verbenaceae ลักษณะภายนอกของเครื่องยา:       &nbs...

60

ตะไคร้แกง
ตะไคร้แกง ชื่อเครื่องยาตะไคร้แกง ชื่ออื่นๆของเครื่องยาตะไคร้บ้าน ได้จากเหง้าและลำต้น ชื่อพืชที่ให้เครื่องยาตะไคร้แกง ชื่ออื่น(ของพืชที่ให้เครื่องยา)คาหอม (แม่ฮ่องสอน) จะไคร (เหนือ) เซิดเกรย (เขมร สุรินทร์) ตะไคร้ (ภาคกลาง) ห่อวอตะโป่ (กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน) หัวสิงไค (เขมร ปราจีนบุรี) เหลอะเกรย (เขมร สุรินทร์) ไคร (คาบสมุทร) ชื่อวิทยาศาสตร์Cymbopogon citratus (DC.) Stapf ชื่อพ้องAndropogon ceriferus Hack. Andropogon citratus DC. Andropogon fragrans C.Cordem. Andropo...

156

พิมเสนต้น
พิมเสนต้น ชื่อเครื่องยาพิมเสนต้น ชื่ออื่นๆของเครื่องยา ได้จากใบ ชื่อพืชที่ให้เครื่องยาพิมเสนต้น ชื่ออื่น(ของพืชที่ให้เครื่องยา)ใบพิมเสน ผักชีช้าง ใบหลม ชื่อวิทยาศาสตร์Pogostemon cablin (Blanco) Benth. ชื่อพ้องMentha auricularia Blanco, Mentha cablin Blanco, Pogostemon battakianus Ridl., Pogostemon comosus Miq., Pogostemon javanicus Backer ex Adelb., Pogostemon mollis Hassk., Pogostemon patchouly Pellet., Pogostemon tomentosus ชื่อวงศ์Lamiaceae ลักษ...

118

ละหุ่ง
ละหุ่ง ชื่อเครื่องยาละหุ่ง ชื่ออื่นๆของเครื่องยา ได้จากน้ำมันจากเมล็ด ชื่อพืชที่ให้เครื่องยาละหุ่ง ชื่ออื่น(ของพืชที่ให้เครื่องยา)ละหุ่งแดง (ภาคกลาง) ละหุ่งขาว มะโห่ง มะโห่งหิน (ภาคเหนือ) มะหุ่ง ชื่อวิทยาศาสตร์Ricinus communis L. ชื่อพ้อง ชื่อวงศ์Euphorbiaceae ลักษณะภายนอกของเครื่องยา:            เมล็ดทรงรี เปลือกเมล็ดสีน้ำตาลแดงประขาว หรือจุดสีน้ำตาลปนเทา เป็นลายคล้ายตัวเห็บ มีสีแตกต่างกันไปขึ้นกั...

16

กวาวเครือแดง
กวาวเครือแดง ชื่อเครื่องยากวาวเครือแดง ชื่ออื่นๆของเครื่องยา ได้จากราก ชื่อพืชที่ให้เครื่องยากวาวเครือแดง ชื่ออื่น(ของพืชที่ให้เครื่องยา)กวาวเครือ กวาวหัว จานเครือ จอมทอง ตานจอมทอง ชื่อวิทยาศาสตร์Butea superba Roxb. ชื่อพ้อง ชื่อวงศ์Leguminosae (Fabaceae)-Papilionoideae ลักษณะภายนอกของเครื่องยา:            หัวใต้ดิน รูปทรงกระบอกยาว มีหลายขนาด เมื่อสะกิดที่เปลือก จะมียางสีแดงข้น คล้ายเลือดไหลออกมา ...

126

สนทราย
สนทราย ชื่อเครื่องยาสนทราย ชื่ออื่นๆของเครื่องยา ได้จากใบ ลำต้น ชื่อพืชที่ให้เครื่องยาสนทราย ชื่ออื่น(ของพืชที่ให้เครื่องยา)ก้านถินแดง สน (พังงา) สนนา (สุราษฎร์ธานี) สนหอม (จันทบุรี); สนดง สนหิน (อุบลราชธานี); สนหางสิงห์ (เลย) สนขี้ไก่ (กาญจนบุรี); ปอโฮ่งรุห์ สนเล็ก สนสร้อย (นครศรีธรรมราช) ; ยูงสนเทศ ชื่อวิทยาศาสตร์Baeckia frutescens L. ชื่อพ้อง ชื่อวงศ์Myrtaceae ลักษณะภายนอกของเครื่องยา:           ...

191

ไม้เท้ายายม่อม
ไม้เท้ายายม่อม ชื่อเครื่องยาไม้เท้ายายม่อม ชื่ออื่นๆของเครื่องยา ได้จากราก ชื่อพืชที่ให้เครื่องยาไม้เท้ายายม่อม ชื่ออื่น(ของพืชที่ให้เครื่องยา)ปิ้งขม ปิ้งหลวง (เหนือ); พญาเล็งจ้อน, เล็งจ้อนใต้ (เชียงใหม่); พญารากเดียว (ใต้) ไม้เท้าฤาษี (เหนือ ใต้); พมพี (อด); พินพี (เลย); โพพิ่ง (ราชบุรี); หญ้าลิ้นจ้อน (ประจวบคีรีขันธ์); กาซะลอง จรดพระธรณี ดอกคาน (ยะลา) ท่าละม่อม เท้ายายม่อมตัวเมีย ปู่เจ้าหายใจไม่รู้ขาด ชื่อวิทยาศาสตร์Clerodendrum indicum (L.) Kuntze ชื่อพ้องCleroden...

กะเพราแดง(Red Basil) ราชินีแห่งสมุนไพร ช่วยลดความเครียด ลดอาการท้องอืดเฟ้อ ขับลม [lnwHealth]

กะเพราแดง(Red Basil) ราชินีแห่งสมุนไพร ช่วยลดความเครียด ลดอาการท้องอืดเฟ้อ ขับลม [lnwHealth]

กะเพราแดง(Red Basil) ราชินีแห่งสมุนไพร ช่วยลดความเครียด ลดอาการท้องอืดเฟ้อ ขับลม [lnwHealth]

View
รู้หรือไม่ !! กะเพรา สมุนไพร ช่วยลดไขมัน ลดน้ำตาล | sweet basil | พี่ปลา Healthy Fish

รู้หรือไม่ !! กะเพรา สมุนไพร ช่วยลดไขมัน ลดน้ำตาล | sweet basil | พี่ปลา Healthy Fish

รู้หรือไม่ !! กะเพรา สมุนไพร ช่วยลดไขมัน ลดน้ำตาล | sweet basil | พี่ปลา Healthy Fish

View
พบน้ำใบกะเพรา..!!  พิชิต10 โรค  กับคุณประโยชน์ที่คุณตะลึง..!!

พบน้ำใบกะเพรา..!! พิชิต10 โรค กับคุณประโยชน์ที่คุณตะลึง..!!

พบน้ำใบกะเพรา..!! พิชิต10 โรค กับคุณประโยชน์ที่คุณตะลึง..!!

View
ปลูกกะเพราแดง ตอนที่ 1

ปลูกกะเพราแดง ตอนที่ 1

ปลูกกะเพราแดง ตอนที่ 1

View
อย่าถอนทิ้ง กะเพราแดง สรรพคุณที่หลายๆคนไม่เคยรู้มาก่อน

อย่าถอนทิ้ง กะเพราแดง สรรพคุณที่หลายๆคนไม่เคยรู้มาก่อน

อย่าถอนทิ้ง กะเพราแดง สรรพคุณที่หลายๆคนไม่เคยรู้มาก่อน

View
ชากะเพราแดง สมุนไพรใกล้ตัว มากด้วยคุณค่า

ชากะเพราแดง สมุนไพรใกล้ตัว มากด้วยคุณค่า

ชากะเพราแดง สมุนไพรใกล้ตัว มากด้วยคุณค่า

View
ข่าวบิดเบือน ใบกะเพราสดช่วยต้านโควิด-19 : จับตาข่าวเด่น (11 มิ.ย. 63)

ข่าวบิดเบือน ใบกะเพราสดช่วยต้านโควิด-19 : จับตาข่าวเด่น (11 มิ.ย. 63)

ข่าวบิดเบือน ใบกะเพราสดช่วยต้านโควิด-19 : จับตาข่าวเด่น (11 มิ.ย. 63)

View
แพทย์แนะ!! ‘น้ำต้มใบกะเพรา’ ช่วยบรรเทาอาการ ท้องอืด กรดไหลย้อนได้ บอกเลยว่าดีมากๆ

แพทย์แนะ!! ‘น้ำต้มใบกะเพรา’ ช่วยบรรเทาอาการ ท้องอืด กรดไหลย้อนได้ บอกเลยว่าดีมากๆ

แพทย์แนะ!! ‘น้ำต้มใบกะเพรา’ ช่วยบรรเทาอาการ ท้องอืด กรดไหลย้อนได้ บอกเลยว่าดีมากๆ

View
หลายคนมองข้าม! แพทย์แนะ "น้ำต้มใบกะเพรา" สิ่งวิเศษจากธรรมชาติ lตำหนักดวง

หลายคนมองข้าม! แพทย์แนะ "น้ำต้มใบกะเพรา" สิ่งวิเศษจากธรรมชาติ lตำหนักดวง

หลายคนมองข้าม! แพทย์แนะ "น้ำต้มใบกะเพรา" สิ่งวิเศษจากธรรมชาติ lตำหนักดวง

View
กระชายขาว เหง้าข่า รากกะเพรา สูตรตำหรับยาตรีกาฬพิษ เสริมภูมิ ต้านโควิด สมุนไพรไทย #สมุนไพร #ตำหรับยา

กระชายขาว เหง้าข่า รากกะเพรา สูตรตำหรับยาตรีกาฬพิษ เสริมภูมิ ต้านโควิด สมุนไพรไทย #สมุนไพร #ตำหรับยา

กระชายขาว เหง้าข่า รากกะเพรา สูตรตำหรับยาตรีกาฬพิษ เสริมภูมิ ต้านโควิด สมุนไพรไทย #สมุนไพร #ตำหรับยา

View

ถามตอบปัญหาสมุนไพรที่เกี่ยวข้องกับกะเพราแดง
ดูถามตอบปัญหาสมุนไพรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง Click ที่นี่