Menu

ข่าวความเคลื่อนไหว ผลวิจัยจากการทดลอง ของ สมุนไพร ชนิดต่างๆ

ฤทธิ์ลดความดันโลหิตของชาเขียว

ศึกษาฤทธิ์ลดความดันโลหิตของชาเขียวในอาสาสมัครเพศหญิงที่มีภาวะอ้วนและมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคความดันโลหิตสูงจำนวน 20 คน (อายุเฉลี่ย 41.1 ± 8.4 ปี) โดยแบ่งอาสาสมัครเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ให้รับประทานแคปซูลสารสกัดชาเขียวขนาด 500 มก. (มีปริมาณสารโพลีฟีนอล 260 มก.) วันละ 3 แคปซูล นานติดต่อกัน 4 สัปดาห์ กลุ่มที่ 2 ให้รับประทานยาหลอก (placebo) จากนั้นเว้นช่วงระหว่างการทดลอง 2 สัปดาห์ (wash out period) แล้วสลับกลุ่มการทดลอง และให้รับยาในขนาดและระยะเวลาเช่นเดียวกับการทดลองช่วงแรก ก่อนเริ่มและสิ้นสุดการทดลองวัดค่าความดันโลหิต ประเมินการทำงานของเยื่อบุชั้นในของหลอดเลือด (endothelial function) และเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อตรวจวิเคราะห์ค่าทางชีวเคมีต่างๆ ได้แก่ lipid profil กลูโคสและอินซูลิน สารบ่งชี้ของการอักเสบ ผลจากการศึกษาพบว่า กลุ่มสารสกัดชาเขียวมีค่าความดันโลหิตช่วงหัวใจบีบตัว (systolic blood pressure) ที่ 24 ชั่วโมง ช่วงเวลากลางวัน (06.00-18.00 hours) และช่วงเวลากลางคืน (18.00-06.00 hours) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับกลุ่มยาหลอก ส่วนความดันโลหิตช่วงหัวใจคลายตัว (diastolic blood pressure) มีค่าลดลงเช่นกัน แต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับยาหลอก และพบว่าสารสกัดชาเขียวไม่มีผลเปลี่ยนแปลงค่าทางชีวเคมีอื่นๆและไม่มีผลต่อทำงานของเยื่อบุชั้นในของหลอดเลือด จากผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า การรับประทานสารสกัดชาเขียวทุกวันเป็นระยะเวลาสั้นๆ (4 สัปดาห์) อาจช่วยลดความดันโลหิตได้ในหญิงอ้วนที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคความดันโลหิตสูง

J Am Coll Nutr. 2017; 36(2): 108-115.

ข้อมูลอ้างอิงจาก : ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร : สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.

1

2

3

4

5

6

บทความอื่นๆ

1381

ผลในการบรรเทาอาการโรคลำไส้แปรปรวน
ผลในการบรรเทาอาการโรคลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome) ของขมิ้นและว่านชักมดลูกการศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome) ทั้งหญิงและชายอายุ 18-70 ปี จำนวน 99 คน แบ่งออกเป็นกลุ่มที่ได้รับแคปซูล (soft gel) ตำรับสมุนไพรIQP-CL-101 (Xanthofen) ที่มีส่วนผสมหลัก คือ สารเคอคิวมินอยด์ (curcuminoids) จากขมิ้น (Curcuma longa) และน้ำมันหอมระเหยจากว่านชักมดลูก (Curcuma xanthorrhiza) ปริมาณรวม 330 มก. และส่วนผสมอื่นๆ ได้แก่ น้ำมันปลา (fish oil) 70 มก. น้ำมันสะระแหน่ (peppermint...

346

ผงเมล็ดมะรุมสามารถป้องกันภาวะ
ผงเมล็ดมะรุมสามารถป้องกันภาวะ oxidative stress ในหนูที่ได้รับสาร arsenic ได้ทำการศึกษาในหนูถีบจักรจำนวน 25 ตัว โดยแบ่งหนูออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุม กลุ่มที่ 2 ได้รับผงเมล็ดมะรุม ขนาด 500 มก./กก. ป้อนหนูวันละ 1 ครั้ง กลุ่มที่ 3 ได้รับสาร arsenic (สารที่ทำให้เกิดมะเร็งได้) ขนาด 2.5 มก./กก. ฉีดเข้าทางช่องท้อง วันละ 1 ครั้ง กลุ่มที่ 4 เป็นกลุ่มที่ได้รับผงเมล็ดมะรุม 250 มก./กก. 1 ชม.ก่อนให้สาร arsenic 2.5 มก./กก. ฉีดเข้าทางช่องท้อง วันละ 1 ครั้ง กลุ่มที่ 5 ได้รับผงเมล็ดมะรุม 50...

587

ผลของฝิ่นกับระดับไขมันและภาวะหลอดเลือดแดงแข็งในกระต่าย
ผลของฝิ่นกับระดับไขมันและภาวะหลอดเลือดแดงแข็งในกระต่ายการศึกษาผลของฝิ่นกับระดับไขมันในเลือดและภาวะหลอดเลือดแดงแข็งในกระต่าย โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่มควบคุมที่กินอาหารปกติ กลุ่มที่ 2 กินอาหารปกติและได้รับฝิ่น ขนาด 125 มก. 2 ครั้ง/วัน เป็นเวลา 8 วัน และเพิ่มขนาดเป็น 1,000 มก./วัน จนสิ้นสุดการทดลอง กลุ่มที่ 3 กินอาหารที่มีไขมันสูง (น้ำมันพืช 1.5% และคอเลสเตอรอล 0.5%) และกลุ่มที่ 4 กินอาหารที่มีไขมันสูงและได้รับฝิ่นแบบเดียวกับกลุ่มที่ 2 ทำการทดลองเป็นเวลา 3 เดือน พบว่ากระต่ายในกลุ่...

1016

ผลของสารสกัดกวาวเครือแดงต่อสเปิร์มและระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนในหนู
ผลของสารสกัดกวาวเครือแดงต่อสเปิร์มและระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนในหนูการศึกษาผลต่อคุณภาพของสเปิร์มและระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (testosterone) ในหนูเพศผู้ของสารสกัดเอทานอลจากกวาวเครือแดง (Butea superba Roxb.) และส่วนสกัดที่แยกได้จากสารสกัด ได้แก่ ส่วนสกัด B ส่วนสกัด C และส่วนสกัด E เป็นเวลา 14 วัน เปรียบเทียบผลกับยา sildenafil (ยารักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ) และกลุ่มควบคุม พบว่าสารสกัดและส่วนสกัดทั้ง 3 ส่วนจากกวาวเครือแดง ขนาด 1,250, 40, 50 และ 150 มก./กก. ตามลำดับ และยา sildenafil ขนาด 10 มก./กก....

1661

การใช้เมล็ดลินินร่วมกับสาร
การใช้เมล็ดลินินร่วมกับสาร hesperidin ช่วยบรรเทาภาวะอ้วนลงพุงการศึกษาทางคลินิกแบบมีการสุ่ม ไม่ปกปิด มีกลุ่มควบคุมคู่ขนาน (a randomized, open-label, placebo-controlled, parallel-design trial) เพื่อศึกษาผลของการใช้เมล็ดลินิน (Linum usitatissimum) ร่วมกับสาร hesperidin (สารกลุ่ม flavonoid พบได้มากในพืชตระกูลส้ม) ในผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วนลงพุง(metabolic syndrome) จำนวน 98 คน โดยสุ่มแยกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 จำนวน 25 คน เข้าโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต (lifestyle modification program) (กลุ่...

70

ฤทธิ์ต้านการเป็นพิษต่อตับจากใบคูน
ฤทธิ์ต้านการเป็นพิษต่อตับจากใบคูน จากการทดลองในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้ตับเป็นพิษโดยให้ยาพาราเซตามอลในขนาดสูง ( 750มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ) พบว่าในหนูที่ได้กินสารสกัด n-heptane ของใบคูน(Cassia fistula Linn.) ในขนาด 400มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมก่อนได้รับยาพาราเซตามอล มีระดับ transaminases ( SGOT และ SGPT ) bilirubin และ alkaline phosphatase( ALP ) ใกล้เคียงระดับปกติมากกว่าหนูที่ไม่ได้รับสารสกัดPhytomedicine ; 8(3) : 220-24 ...

1113

น้ำมันขมิ้นชันกับฤทธิ์ต้านภาวะหลอดเลือดแข็งตัวและฤทธิ์ต้านการอักเสบ
น้ำมันขมิ้นชันกับฤทธิ์ต้านภาวะหลอดเลือดแข็งตัวและฤทธิ์ต้านการอักเสบการศึกษาฤทธิ์ต้านภาวะหลอดเลือดแข็งตัวและฤทธิ์ต้านการอักเสบของน้ำมันที่แยกได้จากส่วนเหง้าของขมิ้นชัน (Curcuma longa L.) โดยให้หนูแฮมสเตอร์ที่ถูกเหนี่ยวนำให้หลอดเลือดผิดปกติด้วยการผูกหลอดเลือดคาโรติดบางส่วน (partial carotid ligation; PCL) หรือการเหนี่ยวนำเกิดออกซิเดชั่นด้วยสารเฟอร์ริคคลอไรด์ (FeCl3-induced arterial oxidative injury; Ox-injury) กินอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูงร่วมกับน้ำมันขมิ้นชันขนาด 100 และ 300 มก./กก. เป็นเวลา 1 สัป...

860

ฤทธิ์ปกป้องตับและต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดเมล็ดองุ่น
ฤทธิ์ปกป้องตับและต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดเมล็ดองุ่นศึกษาฤทธิ์ปกป้องตับและต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดเมล็ดองุ่นในหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะ oxidative stress ด้วยแอลกอฮอล์ โดยแบ่งหนูออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 6 ตัว กลุ่มที่ 1 ป้อนด้วยอาหารมาตรฐานและน้ำเปล่า (control) กลุ่มที่ 2 ป้อนด้วยอาหารที่มีเอธานอล 20 เปอร์เซ็นต์ (20% alc.) กลุ่มที่ 3 ป้อนอาหารที่มีสารสกัดเมล็ดองุ่น 15 เปอร์เซ็นต์ (15% GS) และกลุ่มที่สี่ป้อนด้วยอาหารที่มีเอธานอล 20 เปอร์เซ็นต์กับสารสกัดเมล็ดองุ่น 15 เปอร์เซ็นต์รวมกัน (20% a...

1385

ฤทธิ์ป้องกันการเกิดภาวะตับแข็งจากการอุดตันของทางเดินน้ำดีของกาแฟ
ฤทธิ์ป้องกันการเกิดภาวะตับแข็งจากการอุดตันของทางเดินน้ำดีของกาแฟการทดสอบฤทธิ์ปกป้องตับของกาแฟและสารคาเฟอีนในหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะตับแข็งจากการอุดตันของทางเดินน้ำดี (secondary biliary cirrhosis) ด้วยการผูกท่อน้ำดี (model of chronic bile duct ligation; BDL) เป็นเวลา 28 วัน จากนั้นป้อนสารทางปากคือ กาแฟธรรมดา (conventional coffee) 200 มก./กก./วัน, กาแฟที่ไม่มีคาเฟอีน (decaffeinated coffee) 200 มก./กก./วัน หรือสารคาเฟอีน (caffeine) 50 มก./กก./วัน ติดต่อกันทุกวันนาน 28 วัน ผลการทดลองพบว่า ...