Menu

ข่าวความเคลื่อนไหว ผลวิจัยจากการทดลอง ของ สมุนไพร ชนิดต่างๆ

ฤทธิ์ต้านการอักเสบ และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของตำรับยาเลือดงาม และส่วนประกอบในตำรับ

ตำรับยาเลือดงาม เป็นยาที่ใช้ในการรักษาอาการปวดเวลามีประจำเดือนของเพศหญิง (ประกอบด้วย หัวกระเทียม เมล็ดเร่ว โกฐจุฬาลำพา (ทุกส่วน) เหง้ากระชาย ใบมะนาว ผิวมะกรูด ตะไคร้หอม (ทุกส่วน) รากชะเอมเทศ สะระแหน่ (ทุกส่วน) เมล็ดจันทน์เทศ ใบกะเพรา เปลือกเพกา เมล็ดพริกไทย ดอกดีปลี ช้าพลู (ทุกส่วน) รากเจตมูลเพลิงแดง ดอกกานพลู เหง้าไพล เหง้าขิง เหง้ากะทือ) เมื่อนำตำรับยา และส่วนประกอบในตำรับมาสกัดโดยการหมักด้วย 95% เอทานอลและการต้มน้ำ หลังจากนั้นนำสารสกัดทั้งหมดมาทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยการยับยั้งการหลั่งไนตริกออกไซด์ และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH radical scavenging assay พบว่าสารสกัดเอทานอลของพริกไทย ขิง มะกรูด และตำรับยาเลือดงามมีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยมีค่าความเข้มข้นที่สามารถยับยั้งได้ครึ่งหนึ่ง (IC50) เท่ากับ 1.31 ± 0.42, 2.87 ± 0.31, 3.03 ± 3.27 และ 28.18 ± 4.63 มคก./มล. ตามลำดับ เมื่อเทียบกับสารมาตรฐานคือ Indomethacin ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ (IC50) เท่ากับ 25.04 ± 3.79 มคก./มล. สำหรับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระพบว่าสารสกัดเอทานอลของกานพลู เพกา และขิง ซึ่งเป็นส่วนประกอบในตำรับมีฤทธิ์ดีกว่าสารมาตรฐาน Butylated hydroxytoluene (BHT) โดยมีค่าความเข้มข้นที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ครึ่งหนึ่ง (EC50) เท่ากับ 9.20 ± 0.29, 9.94 ± 0.91, 14.34 ± 0.28 และ 15.84 ± 1.42 มคก./มล. ตามลำดับ ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าตำรับยาเลือดงาม และสมุนไพรที่เป็นส่วนประกอบในตำรับมีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระได้ จึงเป็นข้อมูลสนับสนุนการใช้ยาไทยและสมุนไพรได้ต่อไป

Thammasat Medical Journal 2015;15(3):376-83.

ข้อมูลอ้างอิงจาก : ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร : สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.

1

2

3

4

5

6

บทความอื่นๆ

1473

ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนจากเรดโคลเวอร์
ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนจากเรดโคลเวอร์ (red clover)สารสำคัญที่พบในต้นอ่อนของเรดโคลเวอร์ (Trifolium pratense Linn.) คือ biochanin A และ formononetin ซึ่งเป็นสารในกลุ่ม isoflavones ที่สามารถจับกับตัวรับเอสโตรเจน (estrogen receptors; ERs) และแสดงฤทธิ์เช่นเดียวกับฮอร์โมนเอสโตรเจน โดยเฉพาะสาร formononetin ซึ่งสามารถจับกับ ERβ ได้ดี ซึ่งสาร isoflavones ของเรดโคลเวอร์ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของ free aglycones ที่สามารถถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีกว่าสาร isoflavones ที่มาจากถั่วเหลืองที่ส่วนใหญ่จะอ...

1494

ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของแป้งต้านทานการย่อยจากเมล็ดบัว
ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของแป้งต้านทานการย่อยจากเมล็ดบัวหมายเหตุ: Resistant starch คือ แป้งที่ทนต่อการย่อยสลายด้วยเอนไซม์ในระบบทางเดินอาหาร จึงไม่สามารถดูดซึมภายในลำไส้เล็กของมนุษย์ได้ แต่ถูกหมักโดยจุลินทรีย์ที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ ซึ่ง resistant starch มีคุณสมบัติในการเป็นพรีไบโอติก (prebiotic) ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ข้อมูลอ้างอิงจาก : ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร : สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล...

1422

ฤทธิ์ลดการสะสมไขมันในตับของสารไอโซฟลาโวนจากถั่วเหลือง
ฤทธิ์ลดการสะสมไขมันในตับของสารไอโซฟลาโวนจากถั่วเหลืองสารไอโซฟลาโวนจากถั่วเหลือง (Glycine max L.) ช่วยลดการสะสมไขมันในตับไม่มีสาเหตุจากการดื่มแอลกอฮอล์ (non-alcoholic fatty liver disease: NAFLD) ในสัตว์ทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะไขมันในตับด้วยการกินอาหารไขมันสูง ทำการทดลองโดยแบ่งหนูแรท ออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่มควบคุมซึ่งได้รับอาหารไขมันสูงเพียงอย่างเดียว กลุ่มที่ 2 และ 3 ได้รับอาหารไขมันสูงร่วมกับสารไอโซฟลาโวนจากถั่วเหลืองในขนาด วันละ 10 และ 20 มก./กก. ตามลำดับ ติดต่อกันเป็นเวลา 12 สั...

881

ผลของฟ้าทะลายโจรเมื่อให้ร่วมกับยา
ผลของฟ้าทะลายโจรเมื่อให้ร่วมกับยา midazolam ในอาสาสมัครสุขภาพดีการศึกษาแบบข้ามกลุ่มในอาสาสมัครชายสุขภาพดีจำนวน 12 คน โดยกลุ่มแรกให้รับประทานยาคลายความเครียด midazolam (ถูกเมตาบอไลท์ด้วยเอนไซม์ CYP3A4) 7.5 มก. ครั้งเดียว กลุ่มที่ 2 รับประทานยาแคปซูลฟ้าทะลายโจรขนาด 250 มก. ครั้งละ 4 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง นาน 7 วัน และเช้าวันที่ 8 ให้รับประทาน ยาแคปซูลฟ้าทะลายโจรขนาด 250 มก. 4 แคปซูล อีก 1 ครั้ง หลังจากนั้น 1 ชม. ให้รับประทานยา midazolam 7.5 มก. จากนั้นทำการสลับกลุ่ม โดยมีช่วงพัก 2 สัปดาห์ พบว่...

587

ผลของฝิ่นกับระดับไขมันและภาวะหลอดเลือดแดงแข็งในกระต่าย
ผลของฝิ่นกับระดับไขมันและภาวะหลอดเลือดแดงแข็งในกระต่ายการศึกษาผลของฝิ่นกับระดับไขมันในเลือดและภาวะหลอดเลือดแดงแข็งในกระต่าย โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่มควบคุมที่กินอาหารปกติ กลุ่มที่ 2 กินอาหารปกติและได้รับฝิ่น ขนาด 125 มก. 2 ครั้ง/วัน เป็นเวลา 8 วัน และเพิ่มขนาดเป็น 1,000 มก./วัน จนสิ้นสุดการทดลอง กลุ่มที่ 3 กินอาหารที่มีไขมันสูง (น้ำมันพืช 1.5% และคอเลสเตอรอล 0.5%) และกลุ่มที่ 4 กินอาหารที่มีไขมันสูงและได้รับฝิ่นแบบเดียวกับกลุ่มที่ 2 ทำการทดลองเป็นเวลา 3 เดือน พบว่ากระต่ายในกลุ่...

1620

ฤทธิ์ต้านภาวะหลอดเลือดแข็งตัวของสาร
ฤทธิ์ต้านภาวะหลอดเลือดแข็งตัวของสาร naringin จากพืชตระกูลส้มสาร naringin เป็นสารในกลุ่ม flavonoid ที่มีรสขม พบได้มากในพืชตระกูลส้ม โดยเฉพาะบริเวณเปลือกผล การศึกษาผลของสาร naringin ต่อสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ที่ส่งผลต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดแข็งตัวในหนูเม้าส์ชนิด apolipoprotein E-deficiency (ApoE-/-) ที่ได้รับอาหารไขมันสูง โดยให้หนูกินสาร naringin ขนาด 100 มก./กก./วัน และทำการศึกษานาน 16 สัปดาห์ พบว่าสาร naringin มีผลทำให้ภาวะหลอดเลือดแข็งตัวลดลง โดยทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดและในตับลดลง 24.0...

638

การทำงานร่วมกันระหว่างน้ำมันจากเมล็ดป่านและยาต้านมะเร็ง
การทำงานร่วมกันระหว่างน้ำมันจากเมล็ดป่านและยาต้านมะเร็ง trastuzumab ในโรคมะเร็งเต้านมน้ำมันจากเมล็ดป่านมีกรดไขมันจำนวนมากซึ่งนิยมใช้บริโภคในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ซึ่งหากเป็นยาแผนปัจจุบันใช้ยา trastuzumab ในการรักษามะเร็งเต้านม การศึกษาในครั้งนี้ต้องการดูความสัมพันธ์ระหว่างน้ำมันจากเมล็ดป่านและยา trastuzumab โดยศึกษาในหนูเม้าส์ที่เหนี่ยวนำให้เกิดก้อนเนื้องอกที่เต้านม แบ่งหนูเม้าส์ออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุมให้กินอาหารปกติ กลุ่มที่ 2 และ 3 ได้รับยาต้านมะเร็งเต้านม trastuzu...

1282

ฤทธิ์ปกป้องตับของสารสกัดเกากีฉ่าย
ฤทธิ์ปกป้องตับของสารสกัดเกากีฉ่ายทดสอบฤทธิ์ปกป้องตับของสารสกัดผลเกากีฉ่าย (Lycium chinense Mill.) หรือโกจิเบอร์รี ในหนูเม้าส์ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะตับอักเสบจากไขมันสะสมในตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (Non-Alcoholic Steatohepatitis; NASH) ด้วยการให้อาหารที่ขาดเมไทโอนีน (methionine) และโคลีน (choline) และให้สารสกัดเกากีฉ่ายขนาด 100, 200 และ 400 มก./กก./วัน ผ่านทางปาก เป็นเวลา 4 สัปดาห์ เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมปกติ กลุ่มควบคุมลบ และกลุ่มควบคุมบวกที่ให้สารเบตาอีน (betaine) ขนาด 10 มก./กก. ซึ่งเป...

916

อันตรกิริยาระหว่างแคปไซซินและยาลดไขมัน
อันตรกิริยาระหว่างแคปไซซินและยาลดไขมัน simvastatinการศึกษาผลของแคปไซซินซึ่งเป็นสารที่ให้ความเผ็ดในพริกต่อเภสัชจลนศาสตร์ของยาลดไขมัน simvastatin ในหนูแรท โดยให้แคปไซซิน ขนาด 3 8 และ 25 มก./กก. แก่หนูก่อน เป็นเวลา 7 วัน จากนั้นในวันที่ 7 จึงให้ยา simvastatin ขนาด 80 มก./กก. เปรียบเทียบผลกับหนูที่ไม่ได้รับแคปไซซิน พบว่าแคปไซซิน ขนาด 3 8 และ 25 มก./กก. มีผลลดค่าพื้นที่ใต้กราฟระหว่างระดับยาในเลือดกับเวลา (AUC) ของยาลงได้ 67.06%, 73.21% และ 77.49% ตามลำดับ ลดระดับความเข้มข้นสูงสุดของยาในเลือด (Cmax) ...